เรื่องราวของความดี เรื่องน่ารู้ สาระดีๆๆ แง่คิดต่างๆ เรื่องของสุขภาพและความงามรวมทั้งสถานที่สวยงามอาหารการกินที่น่าทานอีกหลายเรื่องราวที่ต้องการแนะนำให้รู้จักกัน
วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552
ตากับยาย
มีชาย-หญิงคู่นึงแต่งงานอยู่ด้วยกัน กระทั่งถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรกันเลยเชียวหล่ะ ฝ่ายหญิงมีกล่องเก็บของอยู่ใบหนึ่งวางในตู้เสื้อผ้า และกำชับแกมขอร้องสามีว่าอย่าได้เปิดดูหรือถามใดใดทั้งสิ้น ฝ่ายสามีก้อช่างน่ารักเสียเหลือเกิน ไม่เคยปริปากถามเรื่องกล่องใบนั้นอีกเลย วันเวลาผ่านไปหลายสิบปี อยู่มาวันหนึ่งฝ่ายหญิงป่วยมาก หมอลงความเห็นว่าเธอคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่นานเธอจึงวานให้สามีช่วยไปหยิบกล่องใบนั้นจากตู้เสื้อผ้า หลังจากที่ฝ่ายชายกลับมาพร้อมกับยื่นกล่องให้เธอ เธอเปิดฝากล่องขึ้นมาพบว่ามี ตุ๊กตาถักไหมพรมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง (ประมาณว่า 1,000,000 บาท) บรรจุอยู่ข้างใน ฝ่ายหญิงเริ่มเอ่ย "ในวันแต่งงานของเรา คุณย่าของฉันได้ให้บทเรียนสอนใจ ท่านว่าครอบครัวสมรสเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หนักนิดเบาหน่อยต้องให้อภัยและอดทนให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไว้เนื้อเชื่อใจ มีความรักให้แก่กัน และที่สำคัญคือมีความเข้าใจกัน "เธอหยุดพูด พร้อมกับยื่นมืออันแทบจะไร้เรี่ยวแรงลูบตุ๊กตาไหมพรมไปมา "คุณย่าได้แนะเคล็ดลับให้ว่า เมื่อใดที่ความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้น หรือรู้สึกโกรธมากๆ ขึ้นมา ให้ถักตุ๊กตาไหมพรมเก็บไว้ 1 ตัวเสมอ" ฝ่ายชายเหลือบมองเข้าไปในกล่อง มีตุ๊กตาไหมพรม 2 ตัววางอยู่ เขาเบือนหน้าไปอีกทาง เพื่อหลบหยดน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เขารู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของภรรยามีต่อเขาเป็นยิ่งนัก ชีวิตสมรสที่ยาวนานกว่า 50 ปี มีตุ๊กตาไหมพรมเพียง 2 ตัว เท่านั้นแทนจำนวนครั้งที่ภรรยาได้โกรธเคืองเขา หลังจากปาดคราบน้ำตาแล้ว เขาหันกลับมา ฝ่ายภรรยาพูดต่อ " เธอคงแปลกใจกับเงินก้อนนี้สินะ" ฝ่ายหญิงหยิบมันขึ้นมา แล้วพูดต่อว่า "มันเป็นเงินที่ได้มาจากการทยอยขายตุ๊กตาไปทีละตัวๆ ค่ะ
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552
ต้นเหตุไฟไหม้ "ซานติก้า" ผับชื่อดังซอยเอกมัยเมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม
มีข่าวเม้าท์กันวงในว่าต้นเหตุไฟไหม้ "ซานติก้า" ผับชื่อดังซอยเอกมัยเมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม ต่อกับเช้ามืดวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา....มีอดีตนักการเมืองชื่อดังของไทยที่หนีคดีไปอยู่เมืองนอก...มีความโกรธแค้นที่ตัวเองต้องถูกลงโทษจำคุกเป็นคดีแรก และยังมีอีกหลายคดีที่รอคิวตัดสินแค้นนี้ต้องชำระ ว่าแล้วก็ลงทุนจ้างฝรั่งมาเฟียนักวางเพลิงระดับโลกให้มาเมืองไทย จัดการวางเพลิงเผามันให้สิ้นชนิดอย่าให้เหลือซาก...ฝรั่งตกลง dealด้วย เพราะค่าจ้างสูงมาก ชนิดตายแล้วเกิดใหม่อีกสิบชาติก็ไม่มีทางใช้เงินหมด....ข่าวว่าอย่างนั้นเมื่องานที่ว่าจ้างแล้วเสร็จ ฝรั่งมือวางเพลิงก็เดินทางกลับไปเมืองนอกเพื่อขอเบิกเงินค่าจ้าง....จากนี้ไปเป็นบทสนทนาที่สายลับแอบถอดเทปมาได้ฝรั่ง " เฮ้ ยู จ๊อบ อีส ดัน ฮาว อะเบาท์ มันนี่"ผู้ว่าจ้าง " ว็อท? ว็อท ยู เซ ? ว็อท จ๊อบ อีส ดัน?"ฝรั่ง งงไปพักนึ่ง..." โอ...ไอ เบิร์น ซานติก้า (Santika) ออลเรดดี้ ยู กิฟ มี มันนี่โอเค๊?..."ผู้ว่าจ้าง อุทานป็นภาษาไทย "ชิบหาย..." กูให้มึงไปเผา "ศาลฎีกา" โว้ย.. ไม่ใช่ "ซานติก้า"ไอ้ฝรั่งโง่..."
"ความเชื่อ" Good to know ...
"ความเชื่อ" มีอยู่ในตัวคนเราทุกคน บ้างก็เชื่อว่าผีมีจริง
วิญญาณมีจริง เชื่อเรื่องดวง
เรื่องเคล็ด และก็เชื่อเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย
แล้วแต่ตัวบุคคลว่าผูกพันหรือคุ้นเคยกับสิ่งไหนมามากกว่า
เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาฝากคนที่เชื่อเรื่อง
"เคล็ดเสริมดวง" ใครอยาก
โชคดีพลาดไม่ได้เด็ดขาด...
(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ)
กระเป๋าสตางค์
เปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่เสมอในวันขึ้นปีใหม่ ใส่เงินจำนวน 900
หรือ 9,000 ใน กระเป๋าไว้สักวัน หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ
เพื่อเอาเคล็ดเอาฤกษ์เพื่อให้กระเป๋าใบนั้นเป็นกระเป๋าที่ดี
เรียกเงินเรียกทอง เข้ากระเป๋าได้มาก มีเก็บมากกว่าจะต้องควักออกไป
และทุกครั้งที่รับเงินสดเข้ามา ควรนำเงินมาใส่กระเป๋าเอาไว้ก่อน
บางคนอาจจะยังคงปล่อยเงินไว้ในซองแล้วก็นำไปฝากธนาคาร
ซึ่งถ้าจะเอาเคล็ดเรียกโชคกันจริงๆ ตามความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่
ก็ควรเอาเงินเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ก่อน
พระสิวลี
หาโอกาสไปกราบไหว้พระสีวลีที่วัดใดก็ได้ในท้องที่ที่อาศัย
พระสีวลีเป็นเอตทัคคาโชคลาภ ท่านเป็น 1 ใน 80 ศิษย์เอกของพระพุทธเจ้า
เมื่อไปกราบไหว้ขอพรจากพระสีวลี ชีวิตจะมีโชคดีขึ้น
และมีความราบรื่นก้าวหน้า มีเงินมีทองเพิ่มพูนมากขึ้น ยั
กษ์และราหู
ไม่ควรมีรูปภาพ หรือรูปปั้นยักษ์และราหูประดับตกแต่งในบ้าน
เพราะจะทำให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกัน
มีแต่เรื่องร้อนๆ ขาดโชคขาดลาภ พลังของวิญญาณ
อย่านำโปสเตอร์, รูปภาพ , หนังผี, คนบาดเจ็บจากนิตยสารที่มีแต่ความน่ากลัวมาติดผนังบ้าน
หรือรูปคนตายมาติดประดับไว้ที่ห้อง (ยกเว้นภาพถ่ายบุคคลในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้ว)
หลีกเลี่ยงภาพน่ากลัว หรือดูดุร้าย เพราะล้วนเป็นแหล่งเรียกคลื่นพลังงานที่ไม่เป็นมงคล
จะทำให้โชคลาภหดหาย คนในบ้านจะมีแต่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น เกิดอุบัติเหตุ
การนำภาพมาติดผนังประดับบ้านควรเลือกภาพที่ดูสวยงาม
เตียงนอน
อย่าตั้งเตียงนอนโดยเอาหัวเตียงหันไปชนกับผนังห้องน้ำ
เพราะจะทำให้เสื่อมโชคอับโชค
อย่าตั้งเตียงนอนโดยหันปลายเตียงเล็งตรงกับประตูทางเข้าพอดี
เพราะจะทำให้ฝันร้ายและอับโชค
สุนัข แมวจรจัด
แบ่งอาหารและน้ำให้แก่สุนัข หรือแมวจรจัดที่หิวโหยบ้าง
ในวันฝนตกก็อนุญาตให้สัตว์จรจัด เข้ามาหลบฝนในชายคาบ้าน
การทำบุญทำทานกับสัตว์นั้นให้อานิสงส์ผลบุญแก่ตัวเราได้อย่างมหาศาล
ห้องครัวดูแลปัดกวาดเช็ดถูและจัดข้าวของเครื่องใช้ในครัวให้สะอาดอยู่เสมอ
อย่าปล่อยให้ครัวสกปรก เพราะครัวเป็นขุมพลังของบ้าน
บ้านที่ปล่อยให้ครัวสกปรกจะอับโชค เงินทองหามาได้ก็ต้องจ่ายออกไป
เจริญรุ่งเรืองช้านัก
ผ้าเช็ดหน้า
อย่าให้ของขวัญคนรัก หรือเพื่อนสนิทเป็นผ้าเช็ดหน้า
เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี ถือเป็นของ ขวัญอับโชค
มอบให้กันแล้วจะมีเรื่องต้องพลัดพรากจากกัน
หรือมีเรื่องต้องเมินหมางห่างเหินกันไป
กระจกขัดถูกระจกในบ้านให้สะอาดใสอยู่เสมอ
ถ้าปล่อยให้กระจกขุ่นมัวเป็นประจำ ดวงชะตาของ
คนในบ้านจะหม่นหมองทำอะไรไม่ขึ้น
วันบริสุทธิ์
วันที่ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก คือวันโกน วันพระ
วันเกิด และวันเข้าพรรษา
ตามธรรมเนียมโบราณนิยมปฏิบัติกันเช่นนี้
เพื่อให้เทวดาคุ้มครองรักษาตลอดไป
เหรียญนำโชค
เมื่อเจอเงินตกอยู่ตามทางเดิน
แม้จะเป็นเพียงเหรียญบาทก็ให้เก็บเอาไว้ ให้ถือเสมือน
เป็นเหรียญนำโชค การเดินผ่านเลยไป เพราะเห็นว่าเป็นเพียงเหรียญบาท
เหรียญสลึงนั้น ถือเป็นการดูถูกเงินทอง ไม่เห็นคุณค่าของเงิน
คนเฒ่าคนแก่เชื่อกันว่ามันจะทำให้คุณอับโชคทั้งวัน หรือในช่วง 3 - 7 วันนั้น
แหวนเสริมดวง
เลือกสวมแหวนที่ถูกโฉลกกับเดือนเกิด
หรือวันเกิดเพื่อเสริมโชคดีให้ชีวิต
ถ้าอยากเสริมดวงการเงิน - ควรสวมแหวนทอง แหวนเงิน
แหวนหยกและแหวนหัวพลอยสีที่ถูโฉลก
ถ้าอยากเสริมดวงความรัก - ให้สวมแหวนรูปหัวใจ รูปดาว
เลือกแหวนเพชรหรือเทอร์ควอยส์ก็ได้
ส่วนแหวนลูกปัดและหินสีต่างๆ - จะช่วยเสริมดวงเสน่ห์
การสวมแหวน สวมแหวนนิ้วกลางขวา - เสริมดวงการเงินและบารมี สวมแหวนนิ้วนาง นิ้วก้อย - เสริมเสน่ห์ และเสริมดวงความรัก
ทำบุญโลงศพ
ไปที่มูลนิธิใกล้บ้าน ทำบุญบริจาคเงิน
ร่วมกันซื้อโลงศพให้ศพอนาถาที่ไร้ญาติ การทำบุญโลงศพ
จะช่วยเสริมดวงชะตาให้กล้าแข็ง เหมาะสำหรับช่วงดวงอ่อน
และมีทุกข์มีเคราะห์
พระพรหมศักดิ์สิทธิ์
หาโอกาสไปกราบไหว้พระพรหมสักครั้ง ถ้าอยู่ที่กรุงเทพ
ก็ไปไหว้ที่หัวมุมสี่แยกราชประสงค์ โรงแรมเอราวัณก็ได้
หรือที่ศาลพระพรหมแห่งใดก็ได้ทั้งนั้น
พระพรหมเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวขวัญกัน
มากว่า บนบานอธิษฐานขออะไรมักได้ดังปรารถนา
ด้วยว่าท่านเป็นเทพแห่งความสำเร็จนั่นเอง
หิ้งพระ
หิ้งพระหรือหิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเทพต่างๆ
หรือ ร.5, ในหลวงของเรา เมื่อตั้งหิ้งบูชาแล้วจะต้องหมั่นดูแล
รักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
หมั่นเปลี่ยนดอกไม้ พวงมาลัย ถวายน้ำสะอาด
ถ้าปล่อยให้หิ้งสกปรก มีแต่ฝุ่นจับเต็มไปหมด
บ้านนั้นจะมีแต่ความเสื่อมถอย โชคลาภหดหาย ยากที่จะเจริญรุ่งเรือง
ไข่ และ ส้ม
ในบ้านเรือนควรมีไข่ และมีส้มไว้ในตะกร้าเสมออย่าให้ขาด
เพื่อเรียกความสมบูรณ์พูนสุขเข้าบ้าน ทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขตลอดไปไข่และส้มเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความโชคดี
วิญญาณมีจริง เชื่อเรื่องดวง
เรื่องเคล็ด และก็เชื่อเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย
แล้วแต่ตัวบุคคลว่าผูกพันหรือคุ้นเคยกับสิ่งไหนมามากกว่า
เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาฝากคนที่เชื่อเรื่อง
"เคล็ดเสริมดวง" ใครอยาก
โชคดีพลาดไม่ได้เด็ดขาด...
(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ)
กระเป๋าสตางค์
เปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่เสมอในวันขึ้นปีใหม่ ใส่เงินจำนวน 900
หรือ 9,000 ใน กระเป๋าไว้สักวัน หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ
เพื่อเอาเคล็ดเอาฤกษ์เพื่อให้กระเป๋าใบนั้นเป็นกระเป๋าที่ดี
เรียกเงินเรียกทอง เข้ากระเป๋าได้มาก มีเก็บมากกว่าจะต้องควักออกไป
และทุกครั้งที่รับเงินสดเข้ามา ควรนำเงินมาใส่กระเป๋าเอาไว้ก่อน
บางคนอาจจะยังคงปล่อยเงินไว้ในซองแล้วก็นำไปฝากธนาคาร
ซึ่งถ้าจะเอาเคล็ดเรียกโชคกันจริงๆ ตามความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่
ก็ควรเอาเงินเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ก่อน
พระสิวลี
หาโอกาสไปกราบไหว้พระสีวลีที่วัดใดก็ได้ในท้องที่ที่อาศัย
พระสีวลีเป็นเอตทัคคาโชคลาภ ท่านเป็น 1 ใน 80 ศิษย์เอกของพระพุทธเจ้า
เมื่อไปกราบไหว้ขอพรจากพระสีวลี ชีวิตจะมีโชคดีขึ้น
และมีความราบรื่นก้าวหน้า มีเงินมีทองเพิ่มพูนมากขึ้น ยั
กษ์และราหู
ไม่ควรมีรูปภาพ หรือรูปปั้นยักษ์และราหูประดับตกแต่งในบ้าน
เพราะจะทำให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกัน
มีแต่เรื่องร้อนๆ ขาดโชคขาดลาภ พลังของวิญญาณ
อย่านำโปสเตอร์, รูปภาพ , หนังผี, คนบาดเจ็บจากนิตยสารที่มีแต่ความน่ากลัวมาติดผนังบ้าน
หรือรูปคนตายมาติดประดับไว้ที่ห้อง (ยกเว้นภาพถ่ายบุคคลในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้ว)
หลีกเลี่ยงภาพน่ากลัว หรือดูดุร้าย เพราะล้วนเป็นแหล่งเรียกคลื่นพลังงานที่ไม่เป็นมงคล
จะทำให้โชคลาภหดหาย คนในบ้านจะมีแต่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น เกิดอุบัติเหตุ
การนำภาพมาติดผนังประดับบ้านควรเลือกภาพที่ดูสวยงาม
เตียงนอน
อย่าตั้งเตียงนอนโดยเอาหัวเตียงหันไปชนกับผนังห้องน้ำ
เพราะจะทำให้เสื่อมโชคอับโชค
อย่าตั้งเตียงนอนโดยหันปลายเตียงเล็งตรงกับประตูทางเข้าพอดี
เพราะจะทำให้ฝันร้ายและอับโชค
สุนัข แมวจรจัด
แบ่งอาหารและน้ำให้แก่สุนัข หรือแมวจรจัดที่หิวโหยบ้าง
ในวันฝนตกก็อนุญาตให้สัตว์จรจัด เข้ามาหลบฝนในชายคาบ้าน
การทำบุญทำทานกับสัตว์นั้นให้อานิสงส์ผลบุญแก่ตัวเราได้อย่างมหาศาล
ห้องครัวดูแลปัดกวาดเช็ดถูและจัดข้าวของเครื่องใช้ในครัวให้สะอาดอยู่เสมอ
อย่าปล่อยให้ครัวสกปรก เพราะครัวเป็นขุมพลังของบ้าน
บ้านที่ปล่อยให้ครัวสกปรกจะอับโชค เงินทองหามาได้ก็ต้องจ่ายออกไป
เจริญรุ่งเรืองช้านัก
ผ้าเช็ดหน้า
อย่าให้ของขวัญคนรัก หรือเพื่อนสนิทเป็นผ้าเช็ดหน้า
เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี ถือเป็นของ ขวัญอับโชค
มอบให้กันแล้วจะมีเรื่องต้องพลัดพรากจากกัน
หรือมีเรื่องต้องเมินหมางห่างเหินกันไป
กระจกขัดถูกระจกในบ้านให้สะอาดใสอยู่เสมอ
ถ้าปล่อยให้กระจกขุ่นมัวเป็นประจำ ดวงชะตาของ
คนในบ้านจะหม่นหมองทำอะไรไม่ขึ้น
วันบริสุทธิ์
วันที่ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก คือวันโกน วันพระ
วันเกิด และวันเข้าพรรษา
ตามธรรมเนียมโบราณนิยมปฏิบัติกันเช่นนี้
เพื่อให้เทวดาคุ้มครองรักษาตลอดไป
เหรียญนำโชค
เมื่อเจอเงินตกอยู่ตามทางเดิน
แม้จะเป็นเพียงเหรียญบาทก็ให้เก็บเอาไว้ ให้ถือเสมือน
เป็นเหรียญนำโชค การเดินผ่านเลยไป เพราะเห็นว่าเป็นเพียงเหรียญบาท
เหรียญสลึงนั้น ถือเป็นการดูถูกเงินทอง ไม่เห็นคุณค่าของเงิน
คนเฒ่าคนแก่เชื่อกันว่ามันจะทำให้คุณอับโชคทั้งวัน หรือในช่วง 3 - 7 วันนั้น
แหวนเสริมดวง
เลือกสวมแหวนที่ถูกโฉลกกับเดือนเกิด
หรือวันเกิดเพื่อเสริมโชคดีให้ชีวิต
ถ้าอยากเสริมดวงการเงิน - ควรสวมแหวนทอง แหวนเงิน
แหวนหยกและแหวนหัวพลอยสีที่ถูโฉลก
ถ้าอยากเสริมดวงความรัก - ให้สวมแหวนรูปหัวใจ รูปดาว
เลือกแหวนเพชรหรือเทอร์ควอยส์ก็ได้
ส่วนแหวนลูกปัดและหินสีต่างๆ - จะช่วยเสริมดวงเสน่ห์
การสวมแหวน สวมแหวนนิ้วกลางขวา - เสริมดวงการเงินและบารมี สวมแหวนนิ้วนาง นิ้วก้อย - เสริมเสน่ห์ และเสริมดวงความรัก
ทำบุญโลงศพ
ไปที่มูลนิธิใกล้บ้าน ทำบุญบริจาคเงิน
ร่วมกันซื้อโลงศพให้ศพอนาถาที่ไร้ญาติ การทำบุญโลงศพ
จะช่วยเสริมดวงชะตาให้กล้าแข็ง เหมาะสำหรับช่วงดวงอ่อน
และมีทุกข์มีเคราะห์
พระพรหมศักดิ์สิทธิ์
หาโอกาสไปกราบไหว้พระพรหมสักครั้ง ถ้าอยู่ที่กรุงเทพ
ก็ไปไหว้ที่หัวมุมสี่แยกราชประสงค์ โรงแรมเอราวัณก็ได้
หรือที่ศาลพระพรหมแห่งใดก็ได้ทั้งนั้น
พระพรหมเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวขวัญกัน
มากว่า บนบานอธิษฐานขออะไรมักได้ดังปรารถนา
ด้วยว่าท่านเป็นเทพแห่งความสำเร็จนั่นเอง
หิ้งพระ
หิ้งพระหรือหิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเทพต่างๆ
หรือ ร.5, ในหลวงของเรา เมื่อตั้งหิ้งบูชาแล้วจะต้องหมั่นดูแล
รักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
หมั่นเปลี่ยนดอกไม้ พวงมาลัย ถวายน้ำสะอาด
ถ้าปล่อยให้หิ้งสกปรก มีแต่ฝุ่นจับเต็มไปหมด
บ้านนั้นจะมีแต่ความเสื่อมถอย โชคลาภหดหาย ยากที่จะเจริญรุ่งเรือง
ไข่ และ ส้ม
ในบ้านเรือนควรมีไข่ และมีส้มไว้ในตะกร้าเสมออย่าให้ขาด
เพื่อเรียกความสมบูรณ์พูนสุขเข้าบ้าน ทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขตลอดไปไข่และส้มเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความโชคดี
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552
กลลวงหลอกเงิน ATM แนวใหม่ครับ
อยากให้บอกๆๆต่อกันไปนะครับ
ถึงเพื่อนสาว เมื่อวานอ่านเรื่องตกทองจากเพื่อนๆ แถวฮาเบอร์มอลเราเองก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเหมือนกัน นี่เจอกะตัวเอง เลยนะ เหมือนที่แอนบอกแหล่ะ ถ้าไม่โลภก็ไม่ตกเป็นเหยื่อมีอยู่วันหนึ่งเอาเงินไปเข้าแบงก์กรุงไทยอ่าวอุดม แล้ว ขากลับลงมา สามีเจอบัตร atm ใส่ซอง และด้านหลังบัตร บอกระหัส atmเบ็ดเสร็จ ทีแรกสามีไม่รู้ก็เก็บมาแล้วก็ขึ้นมาบนรถเราก็เอามาดู เห็นมีระหัส ก็เลยบอกสามีว่าลองดูซิว่าเขามียอดเงินเท่าไรสามีบอกเธอลองเอาไปกดระหัสซิ ตำรวจมาแน่เพราะตู้ atm มีกล้องบันทึกไว้ว่าใครกด เวลาอะไร สามีบอกเราว่าถ้าเราไม่คิดอยากได้เงินเขาเราจะไปกดดูทำไม เราก็เออ จริงซิ แล้วเราก็เอาบัตรนั้นมาตัดทิ้ง แล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้พี่ชายฟัง พี่ชายเราบอกว่ามีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นเรา ที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อนพี่ชายก็เกิดเหตุการณ์นี้ในทำนองเดียวกัน ที่ ธ.กรุงเทพฯสาขา อ่าวอุดม และสังเกตุได้จะเป็นเฉพาะศุกร์แรกของทุกเดือนหลังจาก แบงก์ปิดแล้ว คล้ายกับแกล้งทำบัตร atm ตกอะไรทำนองนี้ แล้วเพื่อนพี่ชายก็ไปกด ตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็น กดได้ไม่นาน ตำรวจก็เข้าไปจับ พร้อมกับมีเจ้าของบัตรไปยืนยันตัว เรียกค่าเสียหายกับเพื่อนพี่ชายไป 3 หมื่น ถ้าไม่อยากติดคุก คืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 3 คืน เราคิดว่าเขาต้องทำการเป็นขบวนการ รวมทั้งตำรวจด้วยคงเอาไปแบ่งกัน เพื่อนๆ ต้องระวังนะจ๊ะ เราเองก็เกือบไปแล้วดีที่สามีเตือนสติ
ถึงเพื่อนสาว เมื่อวานอ่านเรื่องตกทองจากเพื่อนๆ แถวฮาเบอร์มอลเราเองก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเหมือนกัน นี่เจอกะตัวเอง เลยนะ เหมือนที่แอนบอกแหล่ะ ถ้าไม่โลภก็ไม่ตกเป็นเหยื่อมีอยู่วันหนึ่งเอาเงินไปเข้าแบงก์กรุงไทยอ่าวอุดม แล้ว ขากลับลงมา สามีเจอบัตร atm ใส่ซอง และด้านหลังบัตร บอกระหัส atmเบ็ดเสร็จ ทีแรกสามีไม่รู้ก็เก็บมาแล้วก็ขึ้นมาบนรถเราก็เอามาดู เห็นมีระหัส ก็เลยบอกสามีว่าลองดูซิว่าเขามียอดเงินเท่าไรสามีบอกเธอลองเอาไปกดระหัสซิ ตำรวจมาแน่เพราะตู้ atm มีกล้องบันทึกไว้ว่าใครกด เวลาอะไร สามีบอกเราว่าถ้าเราไม่คิดอยากได้เงินเขาเราจะไปกดดูทำไม เราก็เออ จริงซิ แล้วเราก็เอาบัตรนั้นมาตัดทิ้ง แล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้พี่ชายฟัง พี่ชายเราบอกว่ามีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นเรา ที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อนพี่ชายก็เกิดเหตุการณ์นี้ในทำนองเดียวกัน ที่ ธ.กรุงเทพฯสาขา อ่าวอุดม และสังเกตุได้จะเป็นเฉพาะศุกร์แรกของทุกเดือนหลังจาก แบงก์ปิดแล้ว คล้ายกับแกล้งทำบัตร atm ตกอะไรทำนองนี้ แล้วเพื่อนพี่ชายก็ไปกด ตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็น กดได้ไม่นาน ตำรวจก็เข้าไปจับ พร้อมกับมีเจ้าของบัตรไปยืนยันตัว เรียกค่าเสียหายกับเพื่อนพี่ชายไป 3 หมื่น ถ้าไม่อยากติดคุก คืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 3 คืน เราคิดว่าเขาต้องทำการเป็นขบวนการ รวมทั้งตำรวจด้วยคงเอาไปแบ่งกัน เพื่อนๆ ต้องระวังนะจ๊ะ เราเองก็เกือบไปแล้วดีที่สามีเตือนสติ
วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552
ประโยชน์ของน้ำมันจมูกข้าว 2
7. ป้องกันโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศทั้งชายและหญิง อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เกิดขึ้นได้กับทั้งชายและหญิง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม เพราะหากคู่สามีภรรยาอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีความสุข หรือขาดความสมดุลทางเพศ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การหย่าร้าง การคบชู้สู่ชายหรือหญิง การประพฤติผิดต่อคู่ครอง การเที่ยวเตร่นอกบ้าน เป็นต้น สำหรับชายหญิงที่ได้รับสารอาหารต่างๆ ในน้ำมันจมูกข้าวเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ อีกทั้งสารเมลาโทนิน(Melatonin) ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายด้วย ก็จะทำให้รอดพ้นจากโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ตลอดไป
8. บำรุงดวงตา สายตา ให้แจ่มใส ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ หากขาดการบำรุง ก็จะทำให้ดวงตาเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น น้ำเลี้ยงตาแห้ง ทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ดวงตา หรือ เป็นต้อชนิดต่างๆ เป็นต้น สารอาหารที่อยู่ในน้ำมันจมูกข้าว เช่น วิตามินอ วิตามินบีคอมเพล็กซ์ เบต้าแคโรทีน ล้วนมีส่วนช่วยให้ดวงตาแจ่มใสและใช้งานได้ดีอยู่สมอ
9. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ในน้ำมันจมูกข้าว มีสารอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งโปรตีน(จากพืช) ไขมันชนิดดีที่ร่างกายต้องการ(HDL) วิตามินต่างๆ ทั้งวิตามินเอ บีรวม อี ดี เค แร่ธาตุสำคัญๆ ที่ร่างกายต้องการก็มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าว เช่น แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส โปตัสเซี่ยม เซเลเนี่ยม โครเมี่ยม สังกะสี แมงกานีส นอกจากนั้น ยังมีเลซิติน ไลโซเลซิติน เซฟฟาลีน เบต้าแคโรทีน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนทำให้สุขภาพแข็งแรง จึงทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดี ไม่เจ็บไม่ป่วย แม้ผู้ที่มีอาการป่วยแล้ว หากได้รับสารอาหารดังกล่าวอย่างเพียงพอและสมดุล ก็จะหายป่วยได้ ล่าสุด นายแพทย์บาร์รี่แห่งมหาวิทยาลัยไมอามี่ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยผู้ป่วยเอดส์ โดยให้ทานเซเลเนี่ยมเป็นประจำ ปรากฎว่า ได้ผลดี ทำให้ภูมิคุ้มกัน (CD4) เพิ่มมากขึ้น ขณะที่เชื้อ HIV ลดลง ดังนั้น ผู้ที่ร่างกายปกควรรับประทานน้ำมันจมูกข้าว เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงตลอดไป ส่วนผู้ที่ป่วยแล้ว ก็ควรรับประทานน้ำมันจมูกข้าว เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ซึ่งจะทำให้หายป่วยอย่างรวดเร็ว
10. หลับสนิท จิตใจเบิกบาน ยอมรับกันแล้วว่า การพักผ่อนด้วยการนอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด สารอาหารเมลาโทนิน ในน้ำมันจมูกข้าว จะทำให้นอนหลับสนิท หลับลึก ทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เมื่อตื่นก็สดชื่นเบิกบาน จิตใจก็แจ่มใส ไม่เครียด ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างมีความสุข
อ่านต่ออีกครับมีอีกเยอะ
8. บำรุงดวงตา สายตา ให้แจ่มใส ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ หากขาดการบำรุง ก็จะทำให้ดวงตาเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น น้ำเลี้ยงตาแห้ง ทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ดวงตา หรือ เป็นต้อชนิดต่างๆ เป็นต้น สารอาหารที่อยู่ในน้ำมันจมูกข้าว เช่น วิตามินอ วิตามินบีคอมเพล็กซ์ เบต้าแคโรทีน ล้วนมีส่วนช่วยให้ดวงตาแจ่มใสและใช้งานได้ดีอยู่สมอ
9. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ในน้ำมันจมูกข้าว มีสารอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งโปรตีน(จากพืช) ไขมันชนิดดีที่ร่างกายต้องการ(HDL) วิตามินต่างๆ ทั้งวิตามินเอ บีรวม อี ดี เค แร่ธาตุสำคัญๆ ที่ร่างกายต้องการก็มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าว เช่น แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส โปตัสเซี่ยม เซเลเนี่ยม โครเมี่ยม สังกะสี แมงกานีส นอกจากนั้น ยังมีเลซิติน ไลโซเลซิติน เซฟฟาลีน เบต้าแคโรทีน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนทำให้สุขภาพแข็งแรง จึงทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดี ไม่เจ็บไม่ป่วย แม้ผู้ที่มีอาการป่วยแล้ว หากได้รับสารอาหารดังกล่าวอย่างเพียงพอและสมดุล ก็จะหายป่วยได้ ล่าสุด นายแพทย์บาร์รี่แห่งมหาวิทยาลัยไมอามี่ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการวิจัยผู้ป่วยเอดส์ โดยให้ทานเซเลเนี่ยมเป็นประจำ ปรากฎว่า ได้ผลดี ทำให้ภูมิคุ้มกัน (CD4) เพิ่มมากขึ้น ขณะที่เชื้อ HIV ลดลง ดังนั้น ผู้ที่ร่างกายปกควรรับประทานน้ำมันจมูกข้าว เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงตลอดไป ส่วนผู้ที่ป่วยแล้ว ก็ควรรับประทานน้ำมันจมูกข้าว เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ซึ่งจะทำให้หายป่วยอย่างรวดเร็ว
10. หลับสนิท จิตใจเบิกบาน ยอมรับกันแล้วว่า การพักผ่อนด้วยการนอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด สารอาหารเมลาโทนิน ในน้ำมันจมูกข้าว จะทำให้นอนหลับสนิท หลับลึก ทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เมื่อตื่นก็สดชื่นเบิกบาน จิตใจก็แจ่มใส ไม่เครียด ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างมีความสุข
อ่านต่ออีกครับมีอีกเยอะ
ประโยชน์ของน้ำมันจมูกข้าว
ประโยชน์ของน้ำมันจมูกข้าว
จมูกข้าวและรำข้าวที่ถูกขัดสีทิ้ง เป็นส่วนที่มีสารอาหารต่างๆ มากมาย หากรับประทานสม่ำเสมอ จะให้ประโยชน์กับร่างกาย ดังนี้
1. ลดคอเลสเตอรอล และ ไตรกรีเซอร์ไรด์ สารแกมม่า-ออไรซานอล ทำหน้าที่เพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) ให้แก่ร่างกาย ซึ่งไขมันชนิดนี้จะไปช่วยขจัดคอเลสเตอรอล (LDL) รวมทั้งไตรกรีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) จากหลอดเลือดและส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนั้น น้ำมันจมูกข้าว ยังประกอบด้วยวิตามินอีกลุ่มโทโคโตรอินอล ไฟโตสเตอรอล และกรดไขมันโอเมก้า 3-6-9 ซึ่งมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล และ ไตรกรีเซอร์ไรด์ ได้ด้วย
2. ป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคชาตามประสาทส่วนปลาย รวมทั้งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่หลอดเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่ายกายไม่ทั่วถึง จึงเป็นเหตุให้เกิดโรคดังกล่าว สารอาหารต่างๆ ในน้ำมันจมูกข้าว ช่วยขจัดไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสะอาด ปลอดโปร่งอยู่เสมอ เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ทั่วร่างกาย โรคร้ายดังกล่าวข้างต้นก็ไม่เกิดขึ้น
3. บำรุงสมอง บำรุงระบบประสาท กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง บำรุงเซลล์ในระบบประสาท ทำให้สมองดีอยู่เสมอ เด็กที่รับประทานน้ำมันจมูกข้าว จึงมีความจำดี ส่วนผู้สูงวัยหากได้รับประทานน้ำมันจมูกข้าวอยู่เสมอ ก็จะปลอดภัยจากโรคสมองเสื่อม ขณะที่โอเมก้า 6 และวิตามินบีคอมเพล็กซ์ เป็นส่วนประกอบของเซลล์ผิวหนัง และ เซลล์ในอวัยวะสืบพันธุ์ ช่วยให้ผิวหนังและระบบสืบพันธุ์ดีขึ้น
4. ป้องกันโรคมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างไม่มีที่มาที่ไปในศตวรรษที่ผ่านมาและศตวรรษนี้ คือโรคมะเร็ง แต่น่ายินดีที่ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า หากได้รับสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าวเข้มข้นถึง 5% ของกระแสเลือดในร่างกาย จะช่วยให้รอดพ้นจากการเป็นโรคมะเร็ง แม้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้ว ก็ช่วยได้ถึง 62% เนื่องจากในน้ำมันจมูกข้าว มีสารอาหารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ว่ากันว่า สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันจมูกข้าว มีมากกว่าในพืชทุกชนิดเท่าที่มีการค้นพบในเวลานี้
5. บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส และ ชลอความแก่ น้ำมันจมูกข้าว มีวิตามินอีจำนวนมาก รวมทั้งวิตามินบีคอมเพล็กซ์ โอเมก้า 6 และเซลาไมซ์(Ceramide) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า สารอาหารดังกล่าว มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เปล่งปลั่ง ผ่องใสมีน้ำมีนวลอยู่เสมอ ทำให้แก่ช้า หรือ ชลอความแก่ ที่มีรอยเหี่ยวย่นเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นหายไป
6. ควบคุมความสมดุลของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ร่างกายคนเราจะผลิตฮอร์โมนชนิดต่างๆ ออกมาเสมอ เพื่อให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างปกติ หากร่างกายขาดฮอร์โมนชนิดใดชนิดหนึ่งก็จะเกิดโรคร้ายขึ้น เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนอินซูลิน ก็จะเป็นผลให้เกิดโรคเบาหวาน หรือ ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์เอสโตรเจนในสตรี ก็จะเกิดอาการวัยทองและระบบประจำเดือน เป็นต้น จากการศึกษาวิจัย พบว่า สารอาหารหลายชนิดในน้ำมันจมูกข้าว ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตฮอร์โมนได้อย่างสม่ำเสมอและเกิดความสมดุล จึงทำให้ร่างกายแข็งแรงตลอดไป
อ่านต่อที่นี่ครับ
จมูกข้าวและรำข้าวที่ถูกขัดสีทิ้ง เป็นส่วนที่มีสารอาหารต่างๆ มากมาย หากรับประทานสม่ำเสมอ จะให้ประโยชน์กับร่างกาย ดังนี้
1. ลดคอเลสเตอรอล และ ไตรกรีเซอร์ไรด์ สารแกมม่า-ออไรซานอล ทำหน้าที่เพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) ให้แก่ร่างกาย ซึ่งไขมันชนิดนี้จะไปช่วยขจัดคอเลสเตอรอล (LDL) รวมทั้งไตรกรีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) จากหลอดเลือดและส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนั้น น้ำมันจมูกข้าว ยังประกอบด้วยวิตามินอีกลุ่มโทโคโตรอินอล ไฟโตสเตอรอล และกรดไขมันโอเมก้า 3-6-9 ซึ่งมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล และ ไตรกรีเซอร์ไรด์ ได้ด้วย
2. ป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคชาตามประสาทส่วนปลาย รวมทั้งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่หลอดเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่ายกายไม่ทั่วถึง จึงเป็นเหตุให้เกิดโรคดังกล่าว สารอาหารต่างๆ ในน้ำมันจมูกข้าว ช่วยขจัดไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสะอาด ปลอดโปร่งอยู่เสมอ เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ทั่วร่างกาย โรคร้ายดังกล่าวข้างต้นก็ไม่เกิดขึ้น
3. บำรุงสมอง บำรุงระบบประสาท กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง บำรุงเซลล์ในระบบประสาท ทำให้สมองดีอยู่เสมอ เด็กที่รับประทานน้ำมันจมูกข้าว จึงมีความจำดี ส่วนผู้สูงวัยหากได้รับประทานน้ำมันจมูกข้าวอยู่เสมอ ก็จะปลอดภัยจากโรคสมองเสื่อม ขณะที่โอเมก้า 6 และวิตามินบีคอมเพล็กซ์ เป็นส่วนประกอบของเซลล์ผิวหนัง และ เซลล์ในอวัยวะสืบพันธุ์ ช่วยให้ผิวหนังและระบบสืบพันธุ์ดีขึ้น
4. ป้องกันโรคมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างไม่มีที่มาที่ไปในศตวรรษที่ผ่านมาและศตวรรษนี้ คือโรคมะเร็ง แต่น่ายินดีที่ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่า หากได้รับสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าวเข้มข้นถึง 5% ของกระแสเลือดในร่างกาย จะช่วยให้รอดพ้นจากการเป็นโรคมะเร็ง แม้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้ว ก็ช่วยได้ถึง 62% เนื่องจากในน้ำมันจมูกข้าว มีสารอาหารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ว่ากันว่า สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันจมูกข้าว มีมากกว่าในพืชทุกชนิดเท่าที่มีการค้นพบในเวลานี้
5. บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส และ ชลอความแก่ น้ำมันจมูกข้าว มีวิตามินอีจำนวนมาก รวมทั้งวิตามินบีคอมเพล็กซ์ โอเมก้า 6 และเซลาไมซ์(Ceramide) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า สารอาหารดังกล่าว มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง เปล่งปลั่ง ผ่องใสมีน้ำมีนวลอยู่เสมอ ทำให้แก่ช้า หรือ ชลอความแก่ ที่มีรอยเหี่ยวย่นเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นหายไป
6. ควบคุมความสมดุลของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ร่างกายคนเราจะผลิตฮอร์โมนชนิดต่างๆ ออกมาเสมอ เพื่อให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างปกติ หากร่างกายขาดฮอร์โมนชนิดใดชนิดหนึ่งก็จะเกิดโรคร้ายขึ้น เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนอินซูลิน ก็จะเป็นผลให้เกิดโรคเบาหวาน หรือ ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์เอสโตรเจนในสตรี ก็จะเกิดอาการวัยทองและระบบประจำเดือน เป็นต้น จากการศึกษาวิจัย พบว่า สารอาหารหลายชนิดในน้ำมันจมูกข้าว ช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตฮอร์โมนได้อย่างสม่ำเสมอและเกิดความสมดุล จึงทำให้ร่างกายแข็งแรงตลอดไป
อ่านต่อที่นี่ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552
แสงไฟในเศษฟืน แสงสว่างของยายคนหนึ่ง

>>คำสอนของยายทอง ขอปล้องกลาง
>> ชีวิตหญิงชราวัย 81 ปี ที่ต่อสู้ชีวิต ด้วยการ "ขายเศษฟืน"
>>ยายทอง คือยายที่เราเคยไปถ่ายทำสารคดีเรื่อง แสงไฟในเศษฟืน
>>

>>แล้วได้รับรู้ว่าชิวิตของยายนั้นต้องอยู่อย่างลำบากในเพิ่งสังกะสีเก่าๆ
>>
>>ไม่ต่างจากกองขยะ ที่ทั้งอุดอู้ สกปรก และไม่สามารถกันแดดฝนอะไรได้เลย
>>ยายต้องเดินเท้าหลายกิโลพร้อมกับกระสอบฟืน ขวดน้ำเก่าๆ และร่มคันหนึ่ง
>>
>>ใช้พยุงตัวเองมาเรื่อยๆให้ถึงหน้าโรงเรียนบุวัฒนา
>>เพื่อขอขึ้นรถโดยสาร
>>(ที่บางคันจอดรับ และบางคันก็ไม่ให้ยายขึ้น) ไปยังหน้าร้านทอง
>>สามแยกตลาดแม่กิมเฮง
>>"1 บาท เศษไม้ขอแลกเศษเงิน ขอบคุณลูกหลาน..ที่ช่วยต่อชีวิตให้ยาย"
>>ประโยคหนึ่งในเศษกระดาษเก่ายับที่วางอยู่หน้ากองฟืน
>>
>>ได้คนขับสามล้อแถวนั้นเขียนทิ้งไว้ให้
>>เผื่อว่าคนที่ผ่านไปมาจะได้เห็นว่า
>>
>>ที่มุมเสาไฟฟ้านั้นมีอีกชีวิตที่รอคนเมตตา
>>ซึ่งความจริงนั้นบางวันยาย...
>>อาจได้แค่คนที่หยุดมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่มีใครสนใจจะซื้อเศษไม้ไร้ค่านั้นเลบ
>>สั ก ค น เ ดี ย ว
>>เราส่งเมลล์นี้มา ด้วยความที่อยากช่วยเหลือยาย
>>แต่ไม่รู้จะช่วยด้วยวิธีไหน
>>อยากให้เพื่อนๆช่วย Forward mail นี้ต่อกันไปเรื่อยๆ
>>(ที่บางคันจอดรับ และบางคันก็ไม่ให้ยายขึ้น) ไปยังหน้าร้านทอง
>>สามแยกตลาดแม่กิมเฮง
>>"1 บาท เศษไม้ขอแลกเศษเงิน ขอบคุณลูกหลาน..ที่ช่วยต่อชีวิตให้ยาย"

>>ประโยคหนึ่งในเศษกระดาษเก่ายับที่วางอยู่หน้ากองฟืน
>>
>>ได้คนขับสามล้อแถวนั้นเขียนทิ้งไว้ให้
>>เผื่อว่าคนที่ผ่านไปมาจะได้เห็นว่า
>>
>>ที่มุมเสาไฟฟ้านั้นมีอีกชีวิตที่รอคนเมตตา
>>ซึ่งความจริงนั้นบางวันยาย...
>>อาจได้แค่คนที่หยุดมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่มีใครสนใจจะซื้อเศษไม้ไร้ค่านั้นเลบ
>>สั ก ค น เ ดี ย ว
>>เราส่งเมลล์นี้มา ด้วยความที่อยากช่วยเหลือยาย

>>แต่ไม่รู้จะช่วยด้วยวิธีไหน
>>อยากให้เพื่อนๆช่วย Forward mail นี้ต่อกันไปเรื่อยๆ
>>เผื่อว่าคนที่อยู่โคราช และมีโอกาสผ่านไป
>>ถนนเส้นย่าโม สามแยกทางเข้าตลาดแม่กิมเฮง ตรงเสาไฟฟ้า หน้าร้านทอง
>>เพื่อนๆจะเห็นคนแก่คนหนึ่ง ที่ไม่มีอะไรเลย นั่งอาศัยเงาจากเสาไฟฟ้า
>>
>>เพื่อขายของบางอย่าง ที่คนสมัยนี้เค้าไม่ได้ต้องการแล้ว
>>
>>แต่ "ฟืน" มันก็เป็นเหมือนความหวังเดียวที่ยายมี

>>ทางออกเดียวที่ยายเห็น
>>จากดวงตาที่พร่ามัวเกือบบอดด้วยโรคชรา
>>และหูที่ตึงจนเกือบไม่ได้ยินแล้ว
>>ถ้าเพื่อนไม่ได้ผ่านไปก็ช่วย Forward mail นี้ต่อๆกันไปที
>>ถือว่าเป็นการทำบุเท่าที่เราทำได้ เผื่อว่าวันหนึ่ง
>>จะมีใครสักคนที่จะเข้ามาช่วยเหลือ
>>ยายทอง ให้เป็นอยู่ในสภาพที่ดีกว่านี้....
สงกรานต์นี้คุณกราบแม่หรือยังครับ
แม้เป็นบทความที่นานแล้วแต่อ่านทีไร... น้ำตาคลอทุกทีเลย..
เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่ง
> ที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แม้เขาจะ
>> เติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น
>>>> โลกใบนี้เริ่มเล็กลง แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม (ในเมืองจีน) ก็เริ่มแก่ตัวลง
>>>> ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ
>> ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพี
>> การ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง
>> ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็น
>> ห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ
>> เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง...ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆ ซากๆ
>>>> เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามาก จนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75
>> เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่าจะ
>> อยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว
>> พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ
>> แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2
>> เดือนเศษแม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอา
>> สมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม
>>>> แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ งเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...
>> สำหรับคนอายุ 75 เรื่อง
>> แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
>>>> พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
>> แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่
>> ตรงหน้า ผอมแห้ง
>> หน้าตาเหี่ยวย่นช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย...
>>>> แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ
>> โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้น
>> แล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด
>> บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่
>> อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย
>> แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขน
>> แกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ
>>>> สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก
>> แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่น
>> สอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว
>> พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญา
>> เหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม
>>>> “ เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา
>> อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย
>> บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน
>> แม่ก็บอกอาหาร
>> ข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ
>> เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่า
>> แม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
>> ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตาม
>> ไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...
”>>>> “ พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน
>> ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจ
>> ว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆ บ้าง...
>> ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่ม
>> ขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ
>> พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง
>> ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย
>> โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ ”
>>>> “ ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา
>> ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่
>> ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก
>> แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าว
>> ตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา
>> แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่
>> นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ
>> ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกัน
>> ด้วย แม่เป็นห่วงมาก
>> ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น
>> ”>>>> แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก
>> วางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก
>> ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว
>> ผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความ
>> ยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว
>> นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้
>> ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบ
>> แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บ
>> ไว้ในกระเป๋าของตัวเอง
>>>> ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “ แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ ”
>> แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออก
>> มาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที
>>>> ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า
>> “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่
>> 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที
>> บทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของ
>> เม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ....
.>>>> เมื่อฉันแก่ตัวลง.....ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน
>> มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
>>>> ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า
>> ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...ที่ฉันสอน
>> เธอหัดทำทุกอย่าง
>>>> ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆ ที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด >
> อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉัน
>> ยังเคยเล่านิทานซ้ำๆ ซากๆ
>> จนเธอหลับเลย
>>>> ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ
>> ได้ไหม ฉันต้องทั้งกอด
>> ทั้งปลอบเพื่อให้....เธอยอมอาบน้ำ
>>>> ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ โปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน….
>> จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม “ ทำไม
>> ทำไม ” ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม
>>>> ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
>> ขอ....จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉัน
>> พยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ
>>>> หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
>> ที่จริงสำหรับฉันแล้ว.....กำลังพูด
>> เรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
>> ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว
>>>> ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ...ขอให้เข้าใจฉัน....สนับสนุนฉัน
>> ให้เหมือนตอนที่ฉัน
>> สนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
>>>> ในตอนนั้น....ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
>> ตอนนี้....ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต……
>> โปรด....ให้ความรักและความอดทนต่อ....ฉัน
>>>> ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ....
>> ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้
>> ของฉันที่มีให้กับ..........เธอ
>>>> ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
>> ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็น
>> ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้
>> หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผม
>> นำข่าวปึกนั้นกลับไป
>>>> ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว
>> จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึก
>> แม่จะดีใจมาก เหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผม
>> และเหมือนกับว่าการที่ผมยอม
>> รับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น
>> ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยทีเดียว
>>>> หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ
>> “ เมื่อฉันแก่ตัวลง ” บท
>> นั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ
>> เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป
>>>> ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกๆ
>> ทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย...ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหา
>> ท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ....
>> ท่านไม่ได้ต้องการ
>> อะไรจากเรามากไปกว่า...แค่ได้รับรู้ว่า
>> เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยม
>> ท่านได้....ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...โปรดยิ้มให้กว้างๆ
>> และยิ้มบ่อยๆ...แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่
>> ท่านจะรู้สึกได้
เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่ง
> ที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แม้เขาจะ
>> เติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น
>>>> โลกใบนี้เริ่มเล็กลง แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม (ในเมืองจีน) ก็เริ่มแก่ตัวลง
>>>> ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ
>> ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพี
>> การ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง
>> ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็น
>> ห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ
>> เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง...ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆ ซากๆ
>>>> เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามาก จนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75
>> เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่าจะ
>> อยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว
>> พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ
>> แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2
>> เดือนเศษแม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอา
>> สมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม
>>>> แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ งเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...
>> สำหรับคนอายุ 75 เรื่อง
>> แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
>>>> พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
>> แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่
>> ตรงหน้า ผอมแห้ง
>> หน้าตาเหี่ยวย่นช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย...
>>>> แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ
>> โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้น
>> แล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด
>> บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่
>> อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย
>> แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขน
>> แกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ
>>>> สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก
>> แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่น
>> สอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว
>> พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญา
>> เหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม
>>>> “ เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา
>> อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย
>> บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน
>> แม่ก็บอกอาหาร
>> ข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ
>> เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่า
>> แม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
>> ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตาม
>> ไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...
”>>>> “ พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน
>> ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจ
>> ว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆ บ้าง...
>> ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่ม
>> ขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ
>> พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง
>> ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย
>> โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ ”
>>>> “ ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา
>> ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่
>> ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก
>> แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าว
>> ตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา
>> แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่
>> นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ
>> ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกัน
>> ด้วย แม่เป็นห่วงมาก
>> ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น
>> ”>>>> แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก
>> วางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก
>> ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว
>> ผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความ
>> ยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว
>> นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้
>> ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบ
>> แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บ
>> ไว้ในกระเป๋าของตัวเอง
>>>> ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “ แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ ”
>> แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออก
>> มาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที
>>>> ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า
>> “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่
>> 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที
>> บทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของ
>> เม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ....
.>>>> เมื่อฉันแก่ตัวลง.....ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน
>> มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
>>>> ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า
>> ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...ที่ฉันสอน
>> เธอหัดทำทุกอย่าง
>>>> ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆ ที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด >
> อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉัน
>> ยังเคยเล่านิทานซ้ำๆ ซากๆ
>> จนเธอหลับเลย
>>>> ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ
>> ได้ไหม ฉันต้องทั้งกอด
>> ทั้งปลอบเพื่อให้....เธอยอมอาบน้ำ
>>>> ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ โปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน….
>> จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม “ ทำไม
>> ทำไม ” ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม
>>>> ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
>> ขอ....จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉัน
>> พยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ
>>>> หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
>> ที่จริงสำหรับฉันแล้ว.....กำลังพูด
>> เรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
>> ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว
>>>> ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ...ขอให้เข้าใจฉัน....สนับสนุนฉัน
>> ให้เหมือนตอนที่ฉัน
>> สนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
>>>> ในตอนนั้น....ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
>> ตอนนี้....ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต……
>> โปรด....ให้ความรักและความอดทนต่อ....ฉัน
>>>> ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ....
>> ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้
>> ของฉันที่มีให้กับ..........เธอ
>>>> ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
>> ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็น
>> ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้
>> หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผม
>> นำข่าวปึกนั้นกลับไป
>>>> ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว
>> จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึก
>> แม่จะดีใจมาก เหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผม
>> และเหมือนกับว่าการที่ผมยอม
>> รับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น
>> ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยทีเดียว
>>>> หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ
>> “ เมื่อฉันแก่ตัวลง ” บท
>> นั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ
>> เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป
>>>> ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกๆ
>> ทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย...ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหา
>> ท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ....
>> ท่านไม่ได้ต้องการ
>> อะไรจากเรามากไปกว่า...แค่ได้รับรู้ว่า
>> เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยม
>> ท่านได้....ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...โปรดยิ้มให้กว้างๆ
>> และยิ้มบ่อยๆ...แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่
>> ท่านจะรู้สึกได้
วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552
วิธีสังเกตมะเร็ง
: วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่างๆ
อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด
นื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์
หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อ
3. มะเร็งรังไข่ อาการ
ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออนหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์>มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย
น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลังมีเพศสัมพันธ์
4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย)
อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว
หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่างๆ
ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็งปอด
อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆมีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ
อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหารน้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง
อาการ ปวดศีรษะนาน ๆและมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่าและเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก
อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปากหรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ
เสียงแหบพร่าไปทันที
มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร
อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย
รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อแม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก
อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง9 ใน10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่
13. มะเร็งลำไส้
อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด
นื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์
หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อ
3. มะเร็งรังไข่ อาการ
ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออนหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์>มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย
น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลังมีเพศสัมพันธ์
4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย)
อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว
หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่างๆ
ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง
5. มะเร็งปอด
อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆมีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ
อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหารน้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง
อาการ ปวดศีรษะนาน ๆและมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่าและเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก
อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปากหรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ
เสียงแหบพร่าไปทันที
มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร
อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยบ่อย
รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อแม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก
อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง9 ใน10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่าซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่
13. มะเร็งลำไส้
อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติมีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ
อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบาง
ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง
อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง
ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma )คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่
เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ
ส่วนอันนี้เค้าฟอเวิร์ดติดมาด้วย –
ถึงท่านผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล
ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิดสำหรับมะเร็งจะหายภายใน 6
วัน
วิธีรักษา - ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง
หัวขิง 1 ตำลึงก้อนเกลือ 3 ก้อน
นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม ให้ดื่มจนหมดชาม
สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้ว ควรดื่มน้ำตามมาก ๆ
นำส่วนที่เหลือมารับประทาน
ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ
เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ
****ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ
อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบาง
ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง
อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง
ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma )คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่
เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ
ส่วนอันนี้เค้าฟอเวิร์ดติดมาด้วย –
ถึงท่านผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล
ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิดสำหรับมะเร็งจะหายภายใน 6
วัน
วิธีรักษา - ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง
หัวขิง 1 ตำลึงก้อนเกลือ 3 ก้อน
นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม ให้ดื่มจนหมดชาม
สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้ว ควรดื่มน้ำตามมาก ๆ
นำส่วนที่เหลือมารับประทาน
ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ
เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ
หรือลองใช้ผลิตภัณฑ์ของ AIM STAR ได้ที่นี่
เริ่มต้นสิ่งดีๆ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




