วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

เทียนไขแห่งชีวิต เราเกิดมาทำไม?


เทียนไขแห่งชีวิต เราเกิดมาทำไม?
         ทุกๆวันผ่านไป เราใช้ชีวิตกันแบบไหน ตื่นนอน กิน เรียน ไปทำงาน เที่ยว เสพกาม วนเวียนเช่นนี้ทุกๆวัน ตั้งแต่เกิดจนตาย หมดไปอีกชาติหนึ่ง แล้วก็วนเวียนเช่นนี้มาหลายภพชาติ เราไม่เบื่อบ้างหรือ เพราะเกิดมา ก็ต้องเจอกับทุกข์และสุข ปนเปกันไปทั้งชีวิต ซ้ำซากกับสังสารวัฏของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
        ชีวิตเราที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือน แท่งเทียนไขที่ถูกจุดขึ้น ทันทีที่เราเกิด เมื่อแรกเกิดก็คือทารก เหมือนแท่งเทียนที่ไม่มีการตกแต่งลวดลายใดๆ
ความยาวของแท่งเทียน ก็เปรียบเหมือน อายุของเรา ถ้าแท่งยาวก็อายุยืน ถ้าแท่งสั้นก็อายุสั้น แตกต่างกันไปตามกรรมของแต่ละคน แต่ทั้งสองมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องถูกจุดด้วยไฟให้สว่าง นั้นหมายถึง ความยาวของแท่งเทียนจะค่อยๆละลายลดลงทุกวันๆ จนหมด เปรียบเหมือนทุกๆวันชีวิตของเราก็ลดลงทุกๆวันเช่นกัน ที่เราโตขึ้น ครบวันเกิดครั้งนึง ไม่ได้หมายถึงว่าอายุเราจะยืนยาวขึ้น แต่มันเป็นการนับถอยหลังเข้าสู่วันสุดท้ายของชีวิตที่ทุกชีวิตต้องเจอ
        แท่งเทียนที่ตกแต่งลวดลายให้สวยงาม ที่เอาร่างกาย เวลา ความคิด ไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินเพื่อมาประดับแท่งเทียน เหมือนทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ ที่หามาทั้งชีวิตเพื่อเอามาอวด และแข่งกันว่า ใครมีมากกว่า ใครสวยงามกว่า สิ่งเป็นเพียงสิ่งสมมุติ แล้วทำไมต้องเอาสิ่งที่มีค่ากว่าไปแลกมาด้วย มันคือหนทางแห่งความประมาทซึ่งอาจจะลืมกันไปแล้วว่า เทียนไขที่ถูกจุดขึ้นแล้ว รอวันดับลงแน่นอน อยู่ที่ใครจะดับก่อนดับช้า สุดท้ายก็ต้องดับทุกคน
       สุดท้ายเราก็ต้องคืนทุกสิ่งที่เราหามาให้กับโลกนี้อยู่ดี ทุกสิ่งไม่มียกเว้นรวมทั้งร่างกายของเรา เราแค่ยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่จีรัง ไม่แท้ ไม่เป็นไปตามใจเรา ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง
พระพุทธองค์ทรงสอนไม่ให้ประมาท เพราะเราไม่มีทางรู้วันดับของเทียนแห่งชีวิต การใช้ชีวิตในร่างกายมนุษย์ไม่ได้ให้เกิดมาหาทรัพย์สิน ชื่อเสียง เสพกามหรือใช้ชีวิตไร้ค่าไปวันๆเท่านั้น แต่ควรให้หาทางทำความดี เสียสละเพื่อส่วนรวม ศึกษาธรรมไว้บ้าง เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของมนุษย์นี้ว่า
''เราเกิดมาเพื่อ ทำสิ่งหนึ่งที่ทำแล้วไม่ให้เราได้กลับมาเกิดอีกคือ นิพพาน ''
''เราเกิดมาเพื่อหยุดการจุดเทียนไขเล่มต่อไปไม่ให้ถูกจุดได้อีก ให้เทียนไขเล่มนี้ได้ดับไปตลอดกาล''
เพราะในเมื่อทุกสิ่งๆที่เราหามาทั้งชีวิตจะต้องเสียไปอยู่ดี แล้วทำไมจึงต้องเอาเวลาส่วนใหญ่ทั้งชีวิต ไปแลกมาเพื่อเก็บไว้แล้วรอวันที่ให้มันจากไปเท่านั้นหรือ?มันคุ้มกันแล้วหรือ?
คำตอบอยู่ที่ใจเรา ที่ตัวเรา ทุกคน


วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

หนึ่ง บวก หนึ่ง เท่ากับ หนึ่ง


เด็กชายคนหนึ่งเพิ่งเข้าชั้น ป.1 เด็กคนนี้มีนิสัยร่างเริง สนุกสนาน รักการเรียนรู้ แต่หลังจากได้เรียนไปได้ 6 เดือน ทางโรงเรียนได้มีหนังสือเชิญผู้ปกครองเข้าไปพบเพื่อให้ทราบถึงเรื่องของเด็กชายคนนี้กำลังมีปัญหาในการเรียนหนังสือ
คุณแม่ของเด็กชายได้เข้ามาพบกับคุณครูที่สอนหนังสือ ซึ่งทางครูได้แจ้งว่า ทางโรงเรียนคงไม่ให้เด็กคนนี้เรียนต่อที่นี่ได้เพราะมีปัญหาทางสมอง พร้อมกับเรียกเด็กชายเข้ามาเพื่อพิสูจน์ให้คุณแม่ของเด็กรู้ว่าเป็นจริงเหมือนกับที่บอกไว้หรือเปล่า
ทางคุณครูจึงถามเด็กชายต่อหน้าคุณแม่ว่า ''1+1 เท่ากับเท่าไหร่ '' เด็กน้อยตอบทันทีเลยว่า '' เท่ากับ 1 ครับ ''
''เห็นมั้ยว่า โจทย์เลขง่ายๆ แค่นี้ ยังตอบผิดเลย ลูกชายของคุณบกพร่องทางด้านสมองจริงๆ''
คุณแม่ของเด็กชายก็ไม่ต่อว่าหรือซักถามใดๆ ได้แต่เก็บความสงสัยในตัวลูกชาย ครุ่นคิดอยู่ในใจแค่นั้น
เย็นวันนั้น หลังจากกลับบ้านและทานอาหารและอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว คุณแม่ได้มีโอกาศาถามลุกชายตนเองว่า ''ทำไมที่คุณครูถามลูกว่า 1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ทำไมลูกจึงตอบว่า 1 ละจ้ะ''
'' ทำไมจะไม่ได้ 1 ล่ะครับแม่ ก็ผมมีกองทรายอยู่ข้างซ้าย 1กอง และมีอีก1กองข้างขวา เอามารวมกัน ไม่เท่ากับ 1 กอง หรือครับแม่ ''
เมื่อได้คำตอบนี้ คุณแม่จึงหายสงสัยในตัวลูกชายว่า เขาไม่ได้บกพร่องทางการคิดหรือเรียนรู้เลย ต่อมาเด็กคนนี้ได้เติบโตขึ้น และได้สร้างนวัตกรรมที่ทำให้โลกนี้ สว่างได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งกลางคืน
****บางสิ่งที่เราได้เคยเรียนรู้มา ได้ถูกสอนมา ให้ถูกเชื่อว่ามันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น แต่สำหรับบางสิ่ง คำตอบอาจจะไม่ใช่เสมอไป อยู่ที่วิธีการคิดของเราเท่านั้น *****
''จิตเตนะ นิยะติ โลโก'' โลกหมุนไปได้ เพราะความคิด
ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วน จากหนังสือ ''ลาออกซะถ้าอยากรวย2''