วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

คติสอนใจเรื่องหมาขี้เรื้อน

ลูกชายนักธุรกิจ ใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมายจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็น ชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้อง ให้บวชเรียนเสียก่อน** **


เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิต ใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้** **

 เมื่อบวชที่วัด ใหญ่ในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งเสร็จแล้ว** **
 ผู้เป็นแม่จึงพา ไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่ง ที่วัดป่า แถวภาคอีสาน** **

 พระหนุ่มการศึกษา สูงมาจาก ตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย** **
 เมื่อมาอยู่วัด ป่ากว่าจะ ปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

 แต่ก็นั่นแหละ กว่าจะนิ่ง ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูป พลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆ กัน** **

 ปัญหาที่ทำให้พระ ทั้งวัด เหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด** **

 และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ** **
 วันแรกที่มาอยู่ วัดป่าก็ นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน

 ออกบิณฑบาตได้ อาหารท้อง ถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง ** **


 เห็นที่วัดใช้ ตะเกียงน้ำ มันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่ หาว่าล้าสมัย** **
 ไม่รู้จักใช้เท คโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า** **
 ท่านรองเจ้าอาวาส ทำวัตร นานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่ง จนขาเป็นเหน็บชา
 ครั้นพอถึงเวรตัว เองล้าง ห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที ล้างไปบ่นไป** **
 ประเภทตูจบ ปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้** **

 โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี !** **
 ว่าตัวเองมีชาติ ตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น** **
 ผิวพรรณก็ดูสะอาด สะอ้าน ชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด** **
 มองตัวเองเปรียบ กับพระรูป อื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า ทุกประตู** **
 นึกแล้วก็ยิ้ม กระหยิ่ม อยู่ในใจ
 กลับเข้ากุฏิ เมื่อไหร่ก็เอา ปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
 นับถอยหลังรอวัน สึกด้วยใจจดจ่อ** **

 อยู่มาได้พักใหญ่ พระใหม่ อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้า
 อาวาสวัดป่าแห่ง นี้ไม่ ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้
 โอวาทกับลูกศิษย์ เสียทีหนึ่ง** **
 วันๆไม่เห็นท่าน ทำอะไรเอา แต่กวาดใบไม้เก็บขยะ** **
 ซักผ้าเอง** (**เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน** **
 การบริหารวัดก็ มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง** **
 เห็นแล้วเลยนึก ร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่ สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย** **
 รวมทั้งให้เสนอ ให้วัดใช้ ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง
 เพราะตนเห็นว่า ยุคสมัยก้าวไกล มามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขา ให้คนอื่นเขาดูถูก**

 อีกหนึ่งในข้อ วิจารณ์จุด ด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น** **
 พระใหม่เสนอให้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้** **
 สอนให้มากขึ้น เทศน์ให้มากขึ้น**
 และแนะนำว่าคน ระดับผู้บริหาร ไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้น ด้วยตัวเอง** **
 ควรจะกระจายอำนาจ มอบ งานให้คนอื่นทำดีกว่า

 เย็นวันนั้นเป็น วันพระสิบ ห้าค่ำ** **
 หลวงพ่อเจ้าอาวาส มานั่งทำ วัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย** **
 ท่านไม่ลืมที่จะ หยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่ม สามเณรน้อย** **
 ทั้งหลายฟังแต่ ท่านไม่บอก ว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน** **
 อ่านจบแล้วหลวง พ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา** **
 แล้วชี้ให้ภิกษุ หนุ่มสาม เณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง** **
 ที่นอนอยู่ใต้ม้า หินอ่อนตัวหนึ่ง จากใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ **



 เธอ ทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่
 เจ้าหมาตัวนั้น น่ะมันเป็น ขี้เรื้อน* * **
 คันไป ทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน** **
 เดี๋ยว ก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้** **
 อยู่ที่ไหนก็อยู่ ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม** **
 เจ้าหมาตัวนั้น น่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ** **
 สถานที่เหล่า นั้นช่างสกปรกสิ้นดี **

 คิดอย่างนี้แล้ว มันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน** **
 แต่หาเท่าไหร่มัน ก็หาไม่พบสักที** **
 เลยต้องวิ่งไปทาง นี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน
 เจ้าหมาโง่ตัว นั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า** **
 เจ้าสาเหตุแห่ง อาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่** **
 แต่สาเหตุแห่ง อาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก** **
 พูดจบแล้วหลวงพ่อ ก็วาง ไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า** **
 ได้เวลาภาวนาหลัง การทำวัตรสวดมนต์ เย็นแล้ว

 ขณะที่ทุกรูปนั่ง หลับตา ภาวนาอย่างสงบนั้น** **
 ในใจของพระใหม่ กลับร้อน เร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย** **
 นึกอย่างไรก็มอง เห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู** **
 ยิ่งนั่งสมาธิ นานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง**

 นับแต่วันนั้น เป็นต้นมา พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน** **
 จากคนพูดมากกลาย เป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน** **
 จากคนที่ชอบจับ ผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
 เมื่อออกพรรษา แล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจ
 จากครอบครัวท่าน ก็ยังไม่ยอมสึก **

 " **อาตมา เป็นหมาขี้เรื้อน** **
 ขออยู่รักษาโรคจน กว่าจะ หายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่ง พรรษา"** **
 โยมแม่ได้ฟังแล้ว ก็ได้แต่ ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย** **
 แล้วก็เดินออก จากวัดไปขึ้นรถ พลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า** **
 หมาขี้เรื้อนของ พระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ **

 ถ้า เรายังเป็นโรคอยู่ในใจ ไม่พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย
 หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน** **
 ไม่ ว่าเราย้ายงานไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี
 คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า** **
 เรา พัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า
 ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับ หมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย **

 ************ ********* ********* ********* ********* ********* ** **
 ขอบุญจากธรรมทาน นี้จงถึง แก่นายเวรและผู้ปกปักรักษาดูแลช่วยเหลือ
 ข้าพเจ้าและครอบ ครัว** **
 ที่มาถึงตัวทุกภพ ภูมิ** **
 ขอบุญนี้จงเป็น ปัจจัยให้ ข้าพเจ้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน** **
 หากไม่ถึงเพียงใด ให้ขอให้ คำว่าไม่มี ไม่รู้ในสิ่งที่ดี** **
 จงอย่าได้ปรากฏ แก่ ข้าพเจ้า** **
 ขอให้เกิด! ในภพภูมิ เขต ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง** **
 และได้ศึกษาพระ ธรรมได้ อย่างเข้าใจถ่องแท้ ลึกซึ้ง
 ตลอดจนกว่าจะเข้า พระ นิพพานด้วยเทอญ.** **

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น