ธรรมะ ธรรมดาๆ ที่น่าปฏิบัติ มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ >> >>1.นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ15 นาที (หรือเดินจงกรมก็ได้) >> อานิสงส์---เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า >> เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส >> ปล่อยวางได้ง่าย >> จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ >> ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน >> ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง >> >> เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล >> >>2. สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน >> อานิสงส์ ---เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง >> ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า >> เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง >> จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว >> แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา ,พระคาถาชินบัญชร , >> พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น >> เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง >> >>3. ถวายยารักษาโรคให้วัด, ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์ >> อานิสงส์---ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว >> โรคที่ไม่หายจะทุเลา >> สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า >> ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา >> >>4.ทำบุญตักบาตรทุกเช้า >> อานิสงส์--- ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า >> ไม่ขาดแคลนอาหาร >> ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน >> ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ >> >>5.ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน >> อานิสงส์ ---เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง >> ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศ >> สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น >> เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ >> ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน >> >>6.สร้างพระถวายวัด >> อานิสงส์---ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง >> สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง >> แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข >> ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป >> >>7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย9วันขึ้นไป >> อานิสงส์--- ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่ >> >> ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร >> สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป >> ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา >> จิตเป็นกุศล >> >>8. บริจาคเลือดหรือร่างกาย >> อานิสงส์ ---ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ >> ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก >> เทพยดาปกปักรักษา >> ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า >> ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง >> >>9.ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ >> อานิสงส์ ---ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต >> ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป >> ให้ทำมาค้าขึ้น >> หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด >> ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส >> เป็นอิสระ >> >>10.ให้ทุนการศึกษา, บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ, >> อาสาสอนหนังสือ >> อานิสงส์---ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา >> ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ >> สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม >> >>11.ให้เงินขอทาน ,ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม) >> อานิสงส์--- ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า >> ไม่ตกทุกข์ได้ยาก >> เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน >> ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง >> จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน >> >>12. รักษาศีล5หรือศีล 8 >> อานิสงส์ ---ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก >> ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ >> ชีวิตเจริญรุ่งเรือง >> กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย >> เทวดานางฟ้าปกปักรักษา >> >>อานิสงส์10 ข้อของการไม่กินเนื้อสัตว์ >> >>1.เป็นที่รักของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย >>2.จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น >>3.สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้ >>4.ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย >>5.มีอายุมั่นขวัญยืน >>6.ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทพทั้งปวง >>7. ยามหลับนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล >>8. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน >>9. สามารถดำรงอยู่ในกระแสพระนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสูอบายภูมิ >>10. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตจะมุ่งสู่สุคติภพ >> >> >>อานิสงส์การจัดสร้างพระพุทธรูปหรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนเป็นกุศลดังนี้ >> >> 1.อกุศลกรรมในอดีตชาติแต่ปางก่อน จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา >> จากเบาเป็นสูญ >>2.สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง สรรพภยันตรายสลาย >> ปวงภัยไม่มีคนคิดร้ายไม่สำเร็จ >>3.เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติแต่ปางก่อน >> เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้วก็จะเลิกจองเวรจองกรรม >>4.เหล่ายักษ์ผีรากษส งูพิษเสือร้าย >> ไม่อาจเป็นภัยอยู่ในที่ใดก็แคล้วคลาดจากภัย >>5.จิตใจสงบ ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล >> รุ่งเรืองก้าวหน้าผู้คนนับถือ >> 6.มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏ ( เกินความคาดฝัน) >> ครอบครัวสุขสันต์ >> วาสนายั่งยืน >>7. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา >> หนี้สินจะหมดไป >>8. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หายเข็ญ >> สตรีจะได้เกิดเป็นชายเพื่อบวช >>9.พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่บุญเกื้อหนุน มีปัญญาล้ำเลิศ บุญกุศลเรืองรอง >> >>10.สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิตแก่ทุกคนที่ได้พบเห็นเป็นเนื้อนาบุญอย่างเอนกทุกชาติของผู้สร้างที่เกิดจะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้าปัญญาในธรรมแก่กล้าสามารถได้อภิญญาหก >> สำเร็จโพธิญาณ >> >>อานิสงส์การบวชพระบวชชีพรามณ์ >> ( >> บวชชั่วคราวเพื่อสร้างบุญ,อุทิศให้พ่อแม่เจ้ากรรมนายเวร ) >>1.หน้าที่การงานจะเจริญรุ่งเรือง ได้ลาภ ยศ สรรเสริญตามปรารถนา >>2.เจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรม หนี้กรรมในอดีตจะคลี่คลาย >>3.สุขภาพแข็งแรง สติปัญญาแจ่มใส ปัญหาชีวิตคลี่คลาย >>4. เป็นปัจจัยสู่พระนิพพานในภพต่อๆไป >>5. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง โพยภัยอันตรายผ่อนหนักเป็นเบา >>6. จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ง่าย มองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิต >>7.เป็นที่รักที่เมตตามหานิยมของมวลมนุษย์มวลสัตว์และเหล่าเทวดา >>8.ทำมาค้าขึ้น ไม่อับจน การเงินไม่ขาดสายไม่ขาดมือ >>9.โรคภัยของตนเอง ของพ่อแม่ และของคนใกล้ชิดจะเบาบางและรักษาหาย >> >>10.ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้เต็มที่สำหรับผู้ที่บวชไม่ได้เพราะติดภาระกิจต่างๆ >> >>ก็สามารถได้รับอานิสงส์เหล่านี้ได้ด้วยการสร้างคนให้ได้บวชสนับสนุนส่งเสริมอาสาการ >>ให้คนได้บวช >> >> >>ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบุญที่ยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงอานิสงส์ที่ท่านพึงจะได้รับจงเร่งทำบุญเสียแต่วันนี้ >>เพราะเมื่อท่านล่วงลับท่านไม่สามารถสร้างบุญได้อีกจนกว่าจะได้เกิด >>หากท่านไม่มีบุญมาหนุนนำแรงกรรมอาจดึงให้ท่านไปสู่ภพเดรัจฉาน ภพเปรต >>ภพสัตว์นรกที่ไม่อาจสร้างบุญสร้างกุศลได้ต่อให้ญาติโยมทำบุญอุทิศให้ก็อาจไม่ได้รับบุญ >>ดังนั้นท่านจงพึ่งตนเองด้วยการสร้างสมบุญบารมีซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ท่านจะนำติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติเสียแต่วันนี้ด้วยเทอญ >> >>*** ส่งต่อก็ได้บุญครับ การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
เรื่องราวของความดี เรื่องน่ารู้ สาระดีๆๆ แง่คิดต่างๆ เรื่องของสุขภาพและความงามรวมทั้งสถานที่สวยงามอาหารการกินที่น่าทานอีกหลายเรื่องราวที่ต้องการแนะนำให้รู้จักกัน
วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558
ธรรมะ ธรรมดาๆ ที่น่าปฏิบัติ มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ
คติสอนใจเรื่องหมาขี้เรื้อน
ลูกชายนักธุรกิจ ใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมายจากเมืองนอก
|
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็น ชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้อง ให้บวชเรียนเสียก่อน** **
|
เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิต ใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้** **
|
เมื่อบวชที่วัด ใหญ่ในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งเสร็จแล้ว** **
|
ผู้เป็นแม่จึงพา ไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่ง ที่วัดป่า แถวภาคอีสาน** **
|
พระหนุ่มการศึกษา สูงมาจาก ตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย** **
|
เมื่อมาอยู่วัด ป่ากว่าจะ ปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน
|
แต่ก็นั่นแหละ กว่าจะนิ่ง ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูป พลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆ กัน** **
|
ปัญหาที่ทำให้พระ ทั้งวัด เหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด** **
|
และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ** **
|
วันแรกที่มาอยู่ วัดป่าก็ นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
|
ออกบิณฑบาตได้ อาหารท้อง ถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง ** **
|
เห็นที่วัดใช้ ตะเกียงน้ำ มันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่ หาว่าล้าสมัย** **
|
ไม่รู้จักใช้เท คโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า** **
|
ท่านรองเจ้าอาวาส ทำวัตร นานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่ง จนขาเป็นเหน็บชา
|
ครั้นพอถึงเวรตัว เองล้าง ห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที ล้างไปบ่นไป** **
|
ประเภทตูจบ ปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้** **
|
โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี !** ** |
ว่าตัวเองมีชาติ ตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น** **
|
ผิวพรรณก็ดูสะอาด สะอ้าน ชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด** **
|
มองตัวเองเปรียบ กับพระรูป อื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า ทุกประตู** **
|
นึกแล้วก็ยิ้ม กระหยิ่ม อยู่ในใจ
|
กลับเข้ากุฏิ เมื่อไหร่ก็เอา ปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
|
นับถอยหลังรอวัน สึกด้วยใจจดจ่อ** **
|
อยู่มาได้พักใหญ่ พระใหม่ อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้า
|
อาวาสวัดป่าแห่ง นี้ไม่ ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้
|
โอวาทกับลูกศิษย์ เสียทีหนึ่ง** **
|
วันๆไม่เห็นท่าน ทำอะไรเอา แต่กวาดใบไม้เก็บขยะ** **
|
ซักผ้าเอง** (**เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน** **
|
การบริหารวัดก็ มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง** **
|
เห็นแล้วเลยนึก ร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่ สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย** **
|
รวมทั้งให้เสนอ ให้วัดใช้ ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง
|
เพราะตนเห็นว่า ยุคสมัยก้าวไกล มามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขา ให้คนอื่นเขาดูถูก**
|
อีกหนึ่งในข้อ วิจารณ์จุด ด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น** **
|
พระใหม่เสนอให้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้** **
|
สอนให้มากขึ้น เทศน์ให้มากขึ้น**
|
และแนะนำว่าคน ระดับผู้บริหาร ไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้น ด้วยตัวเอง** **
|
ควรจะกระจายอำนาจ มอบ งานให้คนอื่นทำดีกว่า
|
เย็นวันนั้นเป็น วันพระสิบ ห้าค่ำ** **
|
หลวงพ่อเจ้าอาวาส มานั่งทำ วัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย** **
|
ท่านไม่ลืมที่จะ หยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่ม สามเณรน้อย** **
|
ทั้งหลายฟังแต่ ท่านไม่บอก ว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน** **
|
อ่านจบแล้วหลวง พ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา** **
|
แล้วชี้ให้ภิกษุ หนุ่มสาม เณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง** **
|
ที่นอนอยู่ใต้ม้า หินอ่อนตัวหนึ่ง จากใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ **
|
เธอ ทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ |
เจ้าหมาตัวนั้น น่ะมันเป็น ขี้เรื้อน* * **
|
คันไป ทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน** **
|
เดี๋ยว ก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้** **
|
อยู่ที่ไหนก็อยู่ ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม** **
|
เจ้าหมาตัวนั้น น่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ** **
|
สถานที่เหล่า นั้นช่างสกปรกสิ้นดี **
|
คิดอย่างนี้แล้ว มันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน** **
|
แต่หาเท่าไหร่มัน ก็หาไม่พบสักที** **
|
เลยต้องวิ่งไปทาง นี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน
|
เจ้าหมาโง่ตัว นั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า** **
|
เจ้าสาเหตุแห่ง อาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่** **
|
แต่สาเหตุแห่ง อาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก** **
|
พูดจบแล้วหลวงพ่อ ก็วาง ไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า** **
|
ได้เวลาภาวนาหลัง การทำวัตรสวดมนต์ เย็นแล้ว
|
ขณะที่ทุกรูปนั่ง หลับตา ภาวนาอย่างสงบนั้น** **
|
ในใจของพระใหม่ กลับร้อน เร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย** **
|
นึกอย่างไรก็มอง เห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู** **
|
ยิ่งนั่งสมาธิ นานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง**
|
นับแต่วันนั้น เป็นต้นมา พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน** **
|
จากคนพูดมากกลาย เป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน** **
|
จากคนที่ชอบจับ ผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
|
เมื่อออกพรรษา แล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจ
|
จากครอบครัวท่าน ก็ยังไม่ยอมสึก **
|
" **อาตมา เป็นหมาขี้เรื้อน** **
|
ขออยู่รักษาโรคจน กว่าจะ หายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่ง พรรษา"** **
|
โยมแม่ได้ฟังแล้ว ก็ได้แต่ ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย** **
|
แล้วก็เดินออก จากวัดไปขึ้นรถ พลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า** **
|
หมาขี้เรื้อนของ พระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ **
|
ถ้า เรายังเป็นโรคอยู่ในใจ ไม่พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย
|
หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน** **
|
ไม่ ว่าเราย้ายงานไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี
|
คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า** **
|
เรา พัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า
|
ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับ หมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย **
|
************ ********* ********* ********* ********* ********* ** **
|
ขอบุญจากธรรมทาน นี้จงถึง แก่นายเวรและผู้ปกปักรักษาดูแลช่วยเหลือ
|
ข้าพเจ้าและครอบ ครัว** **
|
ที่มาถึงตัวทุกภพ ภูมิ** **
|
ขอบุญนี้จงเป็น ปัจจัยให้ ข้าพเจ้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน** **
|
หากไม่ถึงเพียงใด ให้ขอให้ คำว่าไม่มี ไม่รู้ในสิ่งที่ดี** **
|
จงอย่าได้ปรากฏ แก่ ข้าพเจ้า** **
|
ขอให้เกิด! ในภพภูมิ เขต ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง** **
|
และได้ศึกษาพระ ธรรมได้ อย่างเข้าใจถ่องแท้ ลึกซึ้ง
|
ตลอดจนกว่าจะเข้า พระ นิพพานด้วยเทอญ.** **
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)